วิธียอดฮิตที่คู่สมรสอาจทำลายชีวิตแต่งงานได้ด้วยเฟสบุ๊ค

เฟสบุ๊คเป็นสุดยอดช่องทางติดต่อกับเพื่อนฝูงทั้งเก่าและใหม่ แต่เครือข่ายสังคมออนไลน์นี้กำลังบ่อนทำลายชีวิตแต่งงานของคุณอยู่หรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม จะโทษว่าเป็นความผิดของเฟสบุ๊คก็ไม่ได้นะคะ สิ่งที่นำความหายนะมาสู่ความสัมพันธ์คือการที่คู่แต่งงานใช้เครือข่ายสังคมแห่งนี้อย่างผิดๆ สถิติการหย่าร้างออนไลน์ฉบับนี้ พบว่า 1ใน 5 ของการหย่าร้างในสหรัฐฯ ระบุว่ามีเฟสบุ๊คเป็นสาเหตุ เฟสบุ๊คมีผู้ใช้มากกว่า 900 ล้านคนทั่วโลก จึงไม่น่าแปลกใจว่ามีผู้คนมากมายรู้จักกันผ่านเฟสบุ๊คและในจำนวนนี้ก็คงมีหลายคนที่มาในรูปของการนอกใจคู่ของตน

ถ่านไฟเก่า การหาแฟนเก่าเจอทางเฟสบุ๊คเป็นเรื่องง่ายมาก นี่อาจไปจุดถ่านไฟเก่าเข้าและนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบชู้สาวได้

ปล่อยให้เฟสบุ๊คครอบครองทุกวินาทีของวัน เฟสบุ๊คอยู่ห่างเราไปแค่เพียงไม่กี่คลิ๊ก อาการติดเฟสบุ๊คอาจเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุนี้และจะนำไปสู่ความขุ่นเคืองเมื่อผู้ใช้เริ่มเปรียบเทียบข้อมูลใหม่ๆ น่าตื่นเต้นของคนอื่นกับชีวิตจำเจซ้ำเดิมของตนเอง

บ่นเรื่องส่วนตัวออกสื่อผ่านการอัพเดตสถานะ การใช้เฟสบุ๊คป่าวประกาศปัญหาชีวิตแต่งงาน ข้อมูลส่วนตัวหรือบ่นเรื่องคู่สมรสของตนออกสื่อนั้นสร้างความร้าวฉานและรังแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ของคุณ “ซับซ้อน” ยิ่งกว่าเก่า

ได้แบ่งปันข้อมูลเรื่องปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านทางแชทมากเกินไป การระบายปัญหาชีวิตแต่งงานผ่านแชทส่วนตัวกับใครอีกคนที่นอกเหนือจากคู่สมรสของคุณจะทำให้เกิดความสนิทสนมกับบุคคลนั้น ๆ และความสัมพันธ์อาจพัฒนาเกินเลยได้อย่างรวดเร็ว ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายที่แชท

ใส่ใจสัตว์สมมุติในฟาร์มวิลล์มากกว่าครอบครัวหรือคู่สมรส การเล่นเกมทางเฟสบุ๊คเป็นที่นิยมอย่างล้นหลาม ความเร้าใจจากเกมออนไลน์อาจทำให้ละเลยครอบครัวและคู่สมรสในชีวิตจริงได้

จีบเล่นทางโพสต์สาธารณะ รูปถ่ายและประวัติ การแสดงความคิดเห็นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเฟสบุ๊ค แต่ขอให้ระวังสิ่งที่คุณจะโพสต์ด้วย การไม่โพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสมเป็นมารยาทอย่างหนึ่งและการไม่เกี้ยวพาราสีใครอื่นนอกจากคู่ของตนยังเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาคำมั่นในชีวิตสมรสอีกด้วย

เป็นเพื่อนกับคนที่อาจทำลายชีวิตแต่งงานของคุณได้โดยตรงหรือโดยอ้อม บนหน้าเข้าสู่ระบบการใช้งานของเฟสบุ๊คเขียนไว้ว่า “เชื่อมต่อได้ทุกที่ ทุกเวลา” ทว่าหากคนที่คุณเชื่อมต่อด้วยจะส่งผลด้านลบต่อชีวิตแต่งงานของคุณแล้วละก็ สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง นี่รวมถึงเพื่อนที่ชอบจีบเล่น ครอบครัวของคู่สมรสและเพื่อนที่ชอบยุ่มย่ามเรื่องของคนอื่น

ไม่ยอมเล่าให้คู่สมรสฟังว่าทำอะไรบนเฟสบุ๊คบ้าง การไม่ยอมเอ่ยถึงเฟสบุ๊คเป็นตัวบ่งชี้ว่าคู่ของคุณอาจพยายามปิดบังอะไรบางอย่าง นี่อาจก่อให้เกิดความไม่เชื่อใจกันซึ่งนับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายต่อชีวิตแต่งงานทีเดียว

เฟสบุ๊คเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารออนไลน์หลักๆ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนส่วนมาก ดังนั้นเฟสบุ๊คจึงควรจะเป็นหัวข้อสนทนาปกติระหว่างคู่สมรส หัวข้อสนทนาที่ว่านี้ควรรวมถึงการบอกให้คู่สมรสทราบว่าคุณเป็นเพื่อนทางเฟสบุ๊คกับแฟนเก่า บอกพาสเวิร์ดของคุณแก่คู่สมรส คุยกันถึงเรื่องขอบเขตของโลกออนไลน์ในความสัมพันธ์ของคุณทั้งสองและความไว้เนื้อเชื่อใจกันค่ะ

การใช้เวลาร่วมกันภายในครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญต่อพัฒนาการและความอยู่ดีมีสุข

15

การใช้เวลาร่วมกันภายในครอบครัว เป็นพื้นฐานสำคัญต่อพัฒนาการและความอยู่ดีมีสุขของลูก พ่อแม่สามารถช่วยลูกให้เรียนรู้ถึงชีวิตในสังคมเพื่อให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์การที่พ่อแม่อยู่พร้อมหน้าในครอบครัว เด็กจะเรียนรู้ความสัมพันธ์ การแบ่งปันและเรียนรู้ที่จะรักผู้อื่น และหากความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับครอบครัวมีความแน่นแฟ้น ลูกจะรักพ่อแม่ มีภูมิคุ้มกัน และไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุขเวลาที่มีคุณภาพของครอบครัว คือ เวลาที่สมาชิกในครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน และมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเอาใจใส่พ่อแม่อาจมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีหรือหลายชั่วโมง แต่หากสามารถใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ และมีช่วงเวลาที่พ่อแม่ลูกมีความสุขร่วมกันแล้ว เวลาที่อยู่ร่วมกันไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็จะมีคุณค่าและมีความหมาย

สาระสำคัญของการใช้เวลาคุณภาพกับลูก คือพ่อแม่ได้แลกเปลี่ยน และ ถ่ายทอดทัศนะ ค่านิยม ความเชื่อที่ดีงามและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัวการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว หมายถึง การที่สมาชิกในครอบครัวมีกิจกรรม และ ใช้เวลาร่วมกัน โดยอาจอยู่ในรูปแบบของเวลาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ได้แก่ การพูดคุย ปรึกษา หารือ ปลอบโยน โอบกอด ให้กำลังใจ ฯลฯ เวลาทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว การทำกิจกรรมร่วมกันในบ้าน เช่น ทำอาหาร รับประทานอาหาร ทำงานบ้าน สอนการบ้าน อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง เล่นหมากรุก ฯลฯ

การทำกิจกรรมร่วมกันนอกบ้าน เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ และพักผ่อนหย่อยใจ เช่น รับประทานอาหาร ดูภาพยนตร์ ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เที่ยวต่างจังหวัด ทำกิจกรรมทางศาสนา เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน/สังคม ฯลฯการใช้เวลาของครอบครัวอย่างมีคุณภาพการใช้เวลาของครอบครัวอย่างมีคุณภาพ หมายถึง การที่สมาชิกในครอบครัว ได้ ทำกิจกรรมที่มีคุณค่าร่วมกัน เป็นเวลาที่สมาชิกได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งทางความคิด ความรู้สึก และการปฏิบัติตน เป็นเวลาที่ผู้ใหญ่ได้ทำหน้าที่ในการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก หากความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความแน่นเฟ้น เด็กจะมีความมั่นคง รักคนในครอบครัว รู้จักรักผู้อื่น มีเมตตาและมีความเข้มแข็งในการต่อสู้กับชีวิต ในสังคมต่อไป

โซเชียลกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว

เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในสังคมของโลกยุคปัจจุบันนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์กได้เข้ามามีอิทธิพลเป็นอย่างมาก ในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน จึงทำให้สังคมทุกวันนี้เรียกว่า “สังคมก้มหน้า” ซึ่งหมายถึงผู้คนโดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ หรือถึงขั้นเรียกว่าหมกมุ่นก้มหน้าก้มตาและจดจ่ออยู่กับการเสพข่าวสาร การติดต่อ การพูดคุยกันผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น Line, WhatsApp, Twitter, Facebook, Instagram โดยใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือ

ซึ่งทำให้มีการพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่รอบตัวน้อยลง จนกลายเป็นต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าให้สิ่งเหล่านี้มามีอิทธิพลกับเรามากจนเกินไป โดยที่เราไม่รู้จักควบคุมการใช้ให้ดี ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ก็อาจเกิดขึ้นได้ เราลองมาเช็กกันดูว่าตัวเราเองหรือคนที่อยู่ใกล้ตัวเรานั้นอยู่ในข่ายที่เสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กมากเกินไปหรือเปล่า ดังนี้

1. ใช้เวลา 4 – 5 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นต่อวันในการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก
2. อยู่กับโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นสิ่งแรกตอนตื่นนอน และเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่จะนอน อีกทั้งมักจะต้องหยิบสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตขึ้นมา เช็คดูข้อความอยู่ทุกๆ 15 นาที
3. รู้สึกหงุดหงิดและกระวนกระวายมาก ถ้ามีเหตุที่ไม่ได้เข้าโซเชียลเน็ตเวิร์ก
4. ละเลยครอบครัวและคนใกล้ชิดในชีวิตจริงและชอบที่จะสร้างความสัมพันธ์ รวมถึงมีความสนิทสนมกับเพื่อนในโลกออนไลน์มากกว่าเพื่อนในชีวิตจริง

หากตอนนี้พฤติกรรมของเราเข้าลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายข้อใน 4 ข้อนี้ ถือว่าคุณเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว ซึ่งหมายถึงเราต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อแก้พฤติกรรมเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์ก ดังนี้

1. จำกัดเวลาการเข้าโซเชียลเน็ตเวิร์กในแต่ละวันว่า ควรใช้วันละไม่เกินกี่ชั่วโมงและใช้ในเวลาใด ที่จะไม่มีผลกระทบกับทั้งงาน ชีวิตครอบครัวและชีวิตส่วนตัว เช่น จะใช้เฉพาะในช่วงเวลาพักกลางวัน ช่วงหลังเลิกงาน หรือช่วงก่อนนอน โดยไม่ควรใช้ในเวลาติดต่อกันเกิน 30 นาที – 1 ชั่วโมง ในแต่ละครั้ง

2. อย่าใช้โซเชียลมีเดียหลายตัวเกินไป เพราะมีหลายคนที่เล่นทั้ง Line, Twitter, Facebook, Instagram และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งกว่าจะใช้ จะเล่น จะเช็ก ครบทุกอันก็หมดเปลืองเวลาไปมากทีเดียว ดังนั้น จึงอยากแนะนำให้คุณเลือกใช้แค่ช่องทางที่จำเป็นก็พอ อันไหนที่ไม่มีประโยชน์กับตัวหรือไม่ได้จำเป็นมากก็ลบออกไปจากสมาร์ทโฟนและแท็ปบเล็ตบ้างก็ดี เพื่อที่เราจะไม่ใช้เวลาในการอยู่กับโลกออนไลน์มากเกินไปเหมือนที่ผ่านมา

3. เพิ่มเวลาทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวให้มากขึ้น เช่น พาคนในครอบครัวไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปออกกำลังกาย ทำอาหารร่วมกัน ติดต่อ พบปะ พูดคุยกับเพื่อนในชีวิตจริงให้มากขึ้นกว่าเพื่อนในโลกออนไลน์ หรือหาสัตว์มาเลี้ยง เช่น สุนัข แมว ปลา หรือหางานอดิเรกที่ไม่ต้องใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กทำ เช่น อ่านหนังสือ ทำงานศิลปะ ปลูกต้นไม้ ทำขนม ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็สามารถช่วยทำให้เราได้ปลดปล่อยตัวเอง ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโลกโซเชี่ยลเน็ทเวิร์กไปได้เยอะเลยทีเดียว

เทคโนโลยีทำให้ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวลดลง

ปัจุบันสังคมไทยกลายเป็นสังคมเครือข่ายหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กมากขึ้น ผู้คนนิยมสร้างเครือข่ายทางสังคมบนโลกเสมือนจริง ไม่ว่าจะเป็นบนเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ เพื่อความสนุกสนานพบปะพูดคุยกับเพื่อน ๆ แต่หากเล่นในทางที่ผิดมักมีอันตรายซ่อนอยู่ดังที่ตกเป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ ถูกหลอกลวงทางเพศ ดาราโพสต์ข้อความด่ากัน หรือแม้กระทั่ง เป็นสาเหตุของการทำให้ครอบครัวแตกแยกหย่าร้างกัน ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเสมือนดาบสองคมที่เราต้องเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์!!

โซเชียลเน็ตเวิร์กมีทั้งด้านดีและไม่ดี ด้านดีคือทำให้คนที่อยู่ไกลกันได้ติดต่อสื่อสารเสมือนว่าอยู่ใกล้กัน ส่วนด้านไม่ดีมีหลากหลายอย่าง ที่พบขณะนี้คือ กำลังสร้างความร้าวฉานในครอบครัวคนไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งหากย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่าอัตราการหย่าร้างน้อยกว่าปัจจุบันมาก เพราะสมัยก่อนผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัวหาเลี้ยงภรรยาและลูกรวมถึงสาเหตุด้านวัฒนธรรมด้วย เช่น หากผู้หญิงที่แยกทางกับผู้ชายจะดูไม่ดีทำให้ผู้หญิงต้องอดทน

เมื่อเข้ามาอีกสมัยหนึ่งผู้คนมีการศึกษามากขึ้น ผู้หญิงมีความรู้มีหน้าที่การงานมากขึ้น จึงไม่ต้องพึ่งผู้ชายประจวบเหมาะกับสังคมเริ่มมีการพูดถึงสิทธิเสรีภาพ สิทธิสตรี ความเท่าเทียมกันและกฎหมายต่าง ๆ ทำให้ผู้หญิงสามารถดูแลตัวเองได้ หากผู้ชายดูแลไม่ดีหรืออยู่ด้วยกันไม่ได้ก็เลิกราหรือหย่าขาดจากกันไป ทั้งนี้ ปัญหาที่ทำให้เลิกกันมีมากมาย ได้แก่ ปัญหาการสื่อสารในครอบครัว การไม่อดทนกัน ความเครียด เวลาไม่ตรงกัน การปรับตัวเข้าหากัน จึงเป็นปัญหาของความแตกแยกที่มีหลายปัจจัยคือ ความเข้าใจผิด น้อยอกน้อยใจ ความห่างเหิน ที่สำคัญคือจบลงไปด้วยการไม่พูดคุยกัน

ปัจจุบันมีโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามาเป็นปัญหาให้ครอบครัวและคู่รักเพิ่มขึ้นในการบั่นทอนความสัมพันธ์ เพราะขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น คือหลายคู่ต่างคนต่างทำงานคนละที่กัน ทำให้เจอเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าต่างเพศมากมาย จนเกิดความระแวงไม่มั่นใจกัน โดยมีตัวเทคโนโลยีอย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์เป็นตัวเชื่อมจนรู้สึกว่าคนใกล้กลับไกล คนไกลกลับใกล้ เพราะทำให้ทอดทิ้งคนที่อยู่ใกล้ตัว แต่ไปให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ไกลทำให้ครอบครัวไม่ค่อยได้พูดคุยกัน แต่มีเวลาไปทักทายเพื่อนใหม่ผ่านทางเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์มากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสมัยนี้เวลาน้อยใจ เสียใจจะไม่ยอมพูดกันตรง ๆ แต่กลับระบายอารมณ์โดยการโพสต์ข้อความด่ากันในเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์เป็นการพูดลอย ๆ ไม่เอ่ยชื่อใคร เมื่อคนที่เข้ามาอ่านบังเอิญเป็นคู่กรณีอาจคิดไปเองจนทะเลาะกันจนบานปลาย ประกอบกับโซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีคนที่สามที่สี่เข้ามาแสดงความเห็นด้วยยิ่งมีปัญหามากขึ้น โดยจะเห็นเป็นข่าวใหญ่โตในวงการดาราบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนและคนรักแย่ลง

บางครั้งสร้างความเข้าใจผิดให้คู่สามีภรรยา เช่น สามีภรรยาสมัครเฟซบุ๊กคนละบัญชี เมื่อต่างคนต่างเล่นก็จะไม่สนใจกัน เช่น กลับมาบ้านก็คุยกับเพื่อนในเฟซบุ๊กทันที ทำให้ต่างฝ่ายต่างสงสัยหรือไม่ไว้ใจกัน โดย ในต่างประเทศมีงานวิจัยระบุว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ผู้ใช้ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายมีโอกาสกลับไปติดต่อกับแฟนเก่า ซึ่งบางคนแค่พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ บางคนติดต่อกันลับ ๆ จนเกิดปัญหาจนสุดท้ายหย่าร้างกันมากถึง 30% และเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย

เครือข่ายสังคมออนไลน์สร้างปัญหาทางความสัมพันธ์ของคนในสังคมและครอบครัว

เครือข่ายสังคมออนไลน์สร้างปัญหาทางความสัมพันธ์ของคนในสังคม ทำให้คนห่างไกลกันมากขึ้น เพราะวิธีการสื่อสารกับคนรู้จักและคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ตทำให้ความรู้สึกของคนเปลี่ยนไป ผลกระทบทางลบอีกอย่างหนึ่งของเครือข่ายสังคมออนไลน์คือความสัมพันธ์ของคนในสังคม แม้มันจะช่วยสร้างสัมพันธภาพให้เรากับคนที่ไม่สนิทให้รู้จักกันแน่นแฟ้นได้ง่ายขึ้น แต่คนเรามักจะมองไม่เห็นว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นก็ทำให้เราห่างไกลจากคนที่เราสนิทด้วยมากขึ้น ด้วยความเป็น “เครือข่ายสังคม” จึงทำให้สมาชิกส่วนใหญ่คิดว่าเพียงแค่เป็นสมาชิกในเครือข่ายก็เท่ากับเป็นการเข้าสังคมแล้ว

หน้าต่างแสดง “สถานะล่าสุด” (News Feed) ทั้งบนเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ทำให้เรารู้ว่าญาติสนิทมิตรสหายของเราว่าเป็นอย่างไรกันบ้างโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนเราจะถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันทำไมในเมื่อเราสามารถเช็คสถานะ พร้อมรูปถ่ายที่บอกเล่ารายละเอียดของชีวิตเพื่อนผองเอาไว้แล้วอย่างครบถ้วน เมื่อก่อนเราอาจจะต้องโทรศัพท์หาหรือนัดทานข้าวเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันกับเพื่อนๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่กิจกรรมที่จำเป็นอีกต่อไปแล้วในโลกปัจจุบันที่เรามีเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่คอยเชื่อมสัมพันธ์ของเรากับคนสนิทไว้ไม่ให้หลุดหายจากกัน(?) สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งทำให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กันแค่เพียงผิวเผิน เมื่อคนเราพบกันจึงมักปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆเพราะคิดว่าตัวเองได้พบปะกับคนเหล่านี้บนเครือข่ายออนไลน์มาก่อนแล้ว

มีผลสำรวจในกลุ่มนักศึกษาอเมริกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคนรอบข้างผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์พบว่า 1 ใน 7 เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวห่างไกลผู้คนมากขึ้นเมื่อใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนมากได้เห็นข้อความแสดงสถานะของคนใกล้ชิดที่เข้าข่ายซึมเศร้าหรือระบายปัญหาในใจออกมา แต่มีคนเพียงนิดเดียวที่จะโทรหาหรือไปเยี่ยมคนใกล้ชิดของตนเป็นการส่วนตัวเมื่อเห็นข้อความเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นผลข้างเคียงด้านลบของสื่อสังคมออนไลน์แม้จะไม่ได้เป็นปัญหาตามกฎหมายก็ตาม