โซเชียลกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว

เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในสังคมของโลกยุคปัจจุบันนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์กได้เข้ามามีอิทธิพลเป็นอย่างมาก ในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน จึงทำให้สังคมทุกวันนี้เรียกว่า “สังคมก้มหน้า” ซึ่งหมายถึงผู้คนโดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ หรือถึงขั้นเรียกว่าหมกมุ่นก้มหน้าก้มตาและจดจ่ออยู่กับการเสพข่าวสาร การติดต่อ การพูดคุยกันผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น Line, WhatsApp, Twitter, Facebook, Instagram โดยใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือ

ซึ่งทำให้มีการพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่รอบตัวน้อยลง จนกลายเป็นต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าให้สิ่งเหล่านี้มามีอิทธิพลกับเรามากจนเกินไป โดยที่เราไม่รู้จักควบคุมการใช้ให้ดี ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ก็อาจเกิดขึ้นได้ เราลองมาเช็กกันดูว่าตัวเราเองหรือคนที่อยู่ใกล้ตัวเรานั้นอยู่ในข่ายที่เสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กมากเกินไปหรือเปล่า ดังนี้

1. ใช้เวลา 4 – 5 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นต่อวันในการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก
2. อยู่กับโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นสิ่งแรกตอนตื่นนอน และเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่จะนอน อีกทั้งมักจะต้องหยิบสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตขึ้นมา เช็คดูข้อความอยู่ทุกๆ 15 นาที
3. รู้สึกหงุดหงิดและกระวนกระวายมาก ถ้ามีเหตุที่ไม่ได้เข้าโซเชียลเน็ตเวิร์ก
4. ละเลยครอบครัวและคนใกล้ชิดในชีวิตจริงและชอบที่จะสร้างความสัมพันธ์ รวมถึงมีความสนิทสนมกับเพื่อนในโลกออนไลน์มากกว่าเพื่อนในชีวิตจริง

หากตอนนี้พฤติกรรมของเราเข้าลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายข้อใน 4 ข้อนี้ ถือว่าคุณเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว ซึ่งหมายถึงเราต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อแก้พฤติกรรมเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์ก ดังนี้

1. จำกัดเวลาการเข้าโซเชียลเน็ตเวิร์กในแต่ละวันว่า ควรใช้วันละไม่เกินกี่ชั่วโมงและใช้ในเวลาใด ที่จะไม่มีผลกระทบกับทั้งงาน ชีวิตครอบครัวและชีวิตส่วนตัว เช่น จะใช้เฉพาะในช่วงเวลาพักกลางวัน ช่วงหลังเลิกงาน หรือช่วงก่อนนอน โดยไม่ควรใช้ในเวลาติดต่อกันเกิน 30 นาที – 1 ชั่วโมง ในแต่ละครั้ง

2. อย่าใช้โซเชียลมีเดียหลายตัวเกินไป เพราะมีหลายคนที่เล่นทั้ง Line, Twitter, Facebook, Instagram และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งกว่าจะใช้ จะเล่น จะเช็ก ครบทุกอันก็หมดเปลืองเวลาไปมากทีเดียว ดังนั้น จึงอยากแนะนำให้คุณเลือกใช้แค่ช่องทางที่จำเป็นก็พอ อันไหนที่ไม่มีประโยชน์กับตัวหรือไม่ได้จำเป็นมากก็ลบออกไปจากสมาร์ทโฟนและแท็ปบเล็ตบ้างก็ดี เพื่อที่เราจะไม่ใช้เวลาในการอยู่กับโลกออนไลน์มากเกินไปเหมือนที่ผ่านมา

3. เพิ่มเวลาทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวให้มากขึ้น เช่น พาคนในครอบครัวไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปออกกำลังกาย ทำอาหารร่วมกัน ติดต่อ พบปะ พูดคุยกับเพื่อนในชีวิตจริงให้มากขึ้นกว่าเพื่อนในโลกออนไลน์ หรือหาสัตว์มาเลี้ยง เช่น สุนัข แมว ปลา หรือหางานอดิเรกที่ไม่ต้องใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กทำ เช่น อ่านหนังสือ ทำงานศิลปะ ปลูกต้นไม้ ทำขนม ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็สามารถช่วยทำให้เราได้ปลดปล่อยตัวเอง ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโลกโซเชี่ยลเน็ทเวิร์กไปได้เยอะเลยทีเดียว

เทคโนโลยีทำให้ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวลดลง

ปัจุบันสังคมไทยกลายเป็นสังคมเครือข่ายหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กมากขึ้น ผู้คนนิยมสร้างเครือข่ายทางสังคมบนโลกเสมือนจริง ไม่ว่าจะเป็นบนเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ เพื่อความสนุกสนานพบปะพูดคุยกับเพื่อน ๆ แต่หากเล่นในทางที่ผิดมักมีอันตรายซ่อนอยู่ดังที่ตกเป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ ถูกหลอกลวงทางเพศ ดาราโพสต์ข้อความด่ากัน หรือแม้กระทั่ง เป็นสาเหตุของการทำให้ครอบครัวแตกแยกหย่าร้างกัน ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเสมือนดาบสองคมที่เราต้องเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์!!

โซเชียลเน็ตเวิร์กมีทั้งด้านดีและไม่ดี ด้านดีคือทำให้คนที่อยู่ไกลกันได้ติดต่อสื่อสารเสมือนว่าอยู่ใกล้กัน ส่วนด้านไม่ดีมีหลากหลายอย่าง ที่พบขณะนี้คือ กำลังสร้างความร้าวฉานในครอบครัวคนไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งหากย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่าอัตราการหย่าร้างน้อยกว่าปัจจุบันมาก เพราะสมัยก่อนผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัวหาเลี้ยงภรรยาและลูกรวมถึงสาเหตุด้านวัฒนธรรมด้วย เช่น หากผู้หญิงที่แยกทางกับผู้ชายจะดูไม่ดีทำให้ผู้หญิงต้องอดทน

เมื่อเข้ามาอีกสมัยหนึ่งผู้คนมีการศึกษามากขึ้น ผู้หญิงมีความรู้มีหน้าที่การงานมากขึ้น จึงไม่ต้องพึ่งผู้ชายประจวบเหมาะกับสังคมเริ่มมีการพูดถึงสิทธิเสรีภาพ สิทธิสตรี ความเท่าเทียมกันและกฎหมายต่าง ๆ ทำให้ผู้หญิงสามารถดูแลตัวเองได้ หากผู้ชายดูแลไม่ดีหรืออยู่ด้วยกันไม่ได้ก็เลิกราหรือหย่าขาดจากกันไป ทั้งนี้ ปัญหาที่ทำให้เลิกกันมีมากมาย ได้แก่ ปัญหาการสื่อสารในครอบครัว การไม่อดทนกัน ความเครียด เวลาไม่ตรงกัน การปรับตัวเข้าหากัน จึงเป็นปัญหาของความแตกแยกที่มีหลายปัจจัยคือ ความเข้าใจผิด น้อยอกน้อยใจ ความห่างเหิน ที่สำคัญคือจบลงไปด้วยการไม่พูดคุยกัน

ปัจจุบันมีโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามาเป็นปัญหาให้ครอบครัวและคู่รักเพิ่มขึ้นในการบั่นทอนความสัมพันธ์ เพราะขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น คือหลายคู่ต่างคนต่างทำงานคนละที่กัน ทำให้เจอเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าต่างเพศมากมาย จนเกิดความระแวงไม่มั่นใจกัน โดยมีตัวเทคโนโลยีอย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์เป็นตัวเชื่อมจนรู้สึกว่าคนใกล้กลับไกล คนไกลกลับใกล้ เพราะทำให้ทอดทิ้งคนที่อยู่ใกล้ตัว แต่ไปให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ไกลทำให้ครอบครัวไม่ค่อยได้พูดคุยกัน แต่มีเวลาไปทักทายเพื่อนใหม่ผ่านทางเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์มากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสมัยนี้เวลาน้อยใจ เสียใจจะไม่ยอมพูดกันตรง ๆ แต่กลับระบายอารมณ์โดยการโพสต์ข้อความด่ากันในเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์เป็นการพูดลอย ๆ ไม่เอ่ยชื่อใคร เมื่อคนที่เข้ามาอ่านบังเอิญเป็นคู่กรณีอาจคิดไปเองจนทะเลาะกันจนบานปลาย ประกอบกับโซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีคนที่สามที่สี่เข้ามาแสดงความเห็นด้วยยิ่งมีปัญหามากขึ้น โดยจะเห็นเป็นข่าวใหญ่โตในวงการดาราบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนและคนรักแย่ลง

บางครั้งสร้างความเข้าใจผิดให้คู่สามีภรรยา เช่น สามีภรรยาสมัครเฟซบุ๊กคนละบัญชี เมื่อต่างคนต่างเล่นก็จะไม่สนใจกัน เช่น กลับมาบ้านก็คุยกับเพื่อนในเฟซบุ๊กทันที ทำให้ต่างฝ่ายต่างสงสัยหรือไม่ไว้ใจกัน โดย ในต่างประเทศมีงานวิจัยระบุว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ผู้ใช้ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายมีโอกาสกลับไปติดต่อกับแฟนเก่า ซึ่งบางคนแค่พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ บางคนติดต่อกันลับ ๆ จนเกิดปัญหาจนสุดท้ายหย่าร้างกันมากถึง 30% และเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย

เครือข่ายสังคมออนไลน์สร้างปัญหาทางความสัมพันธ์ของคนในสังคมและครอบครัว

เครือข่ายสังคมออนไลน์สร้างปัญหาทางความสัมพันธ์ของคนในสังคม ทำให้คนห่างไกลกันมากขึ้น เพราะวิธีการสื่อสารกับคนรู้จักและคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ตทำให้ความรู้สึกของคนเปลี่ยนไป ผลกระทบทางลบอีกอย่างหนึ่งของเครือข่ายสังคมออนไลน์คือความสัมพันธ์ของคนในสังคม แม้มันจะช่วยสร้างสัมพันธภาพให้เรากับคนที่ไม่สนิทให้รู้จักกันแน่นแฟ้นได้ง่ายขึ้น แต่คนเรามักจะมองไม่เห็นว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นก็ทำให้เราห่างไกลจากคนที่เราสนิทด้วยมากขึ้น ด้วยความเป็น “เครือข่ายสังคม” จึงทำให้สมาชิกส่วนใหญ่คิดว่าเพียงแค่เป็นสมาชิกในเครือข่ายก็เท่ากับเป็นการเข้าสังคมแล้ว

หน้าต่างแสดง “สถานะล่าสุด” (News Feed) ทั้งบนเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ทำให้เรารู้ว่าญาติสนิทมิตรสหายของเราว่าเป็นอย่างไรกันบ้างโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนเราจะถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันทำไมในเมื่อเราสามารถเช็คสถานะ พร้อมรูปถ่ายที่บอกเล่ารายละเอียดของชีวิตเพื่อนผองเอาไว้แล้วอย่างครบถ้วน เมื่อก่อนเราอาจจะต้องโทรศัพท์หาหรือนัดทานข้าวเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันกับเพื่อนๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่กิจกรรมที่จำเป็นอีกต่อไปแล้วในโลกปัจจุบันที่เรามีเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่คอยเชื่อมสัมพันธ์ของเรากับคนสนิทไว้ไม่ให้หลุดหายจากกัน(?) สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งทำให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กันแค่เพียงผิวเผิน เมื่อคนเราพบกันจึงมักปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆเพราะคิดว่าตัวเองได้พบปะกับคนเหล่านี้บนเครือข่ายออนไลน์มาก่อนแล้ว

มีผลสำรวจในกลุ่มนักศึกษาอเมริกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคนรอบข้างผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์พบว่า 1 ใน 7 เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวห่างไกลผู้คนมากขึ้นเมื่อใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนมากได้เห็นข้อความแสดงสถานะของคนใกล้ชิดที่เข้าข่ายซึมเศร้าหรือระบายปัญหาในใจออกมา แต่มีคนเพียงนิดเดียวที่จะโทรหาหรือไปเยี่ยมคนใกล้ชิดของตนเป็นการส่วนตัวเมื่อเห็นข้อความเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นผลข้างเคียงด้านลบของสื่อสังคมออนไลน์แม้จะไม่ได้เป็นปัญหาตามกฎหมายก็ตาม

Social Media หัวใจสำคัญของครอบครัวแนวใหม่ในอาเซียน

เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในสังคมของโลกยุคปัจจุบันนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์กได้เข้ามามีอิทธิพลเป็นอย่างมาก ในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน จึงทำให้สังคมทุกวันนี้เรียกว่า “สังคมก้มหน้า” ซึ่งหมายถึงผู้คนโดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ หรือถึงขั้นเรียกว่าหมกมุ่นก้มหน้าก้มตาและจดจ่ออยู่กับการเสพข่าวสาร การติดต่อ การพูดคุยกันผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น Line, WhatsApp, Twitter, Facebook, Instagram โดยใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือ

ซึ่งทำให้มีการพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่รอบตัวน้อยลง จนกลายเป็นต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าให้สิ่งเหล่านี้มามีอิทธิพลกับเรามากจนเกินไป โดยที่เราไม่รู้จักควบคุมการใช้ให้ดี ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ก็อาจเกิดขึ้นได้

แต่ด้วยความเจริญเติบโตในประเทศอาเซียนได้เปลี่ยนจากครอบครัวขยาย (ครอบครัวใหญ่) ลดลงเป็นครอบครัวเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น ตามหลักปรัชญาsei-katsu-sha(เซคัทซึชะ) ที่บอกว่า การศึกษาให้เข้าใจถึงความต้องการและค่านิยมของผู้ดำเนินชีวิตแต่ละคน เพื่อสร้างสรรค์แนวทางใหม่ที่ก่อให้เกิดความสุขกับบุคคลนั้น ๆ โดยการแบ่งแยกออกมาเป็นครอบครัวเดี่ยวนั้น แต่ละครอบครัวจะเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันผ่านเทคโนโลยี เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้กับครอบครัว เรียกว่า ครอบครัวเชื่อมต่อ

เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นสิ่งเชื่อมโยงสำคัญ โดยแต่ละครอบครัวจะมีสังคมออนไลน์ไว้ติดต่อสื่อสารกัน เป็นการลดความเป็นส่วนตัวและสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้แม้อยู่ห่างไกล สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

1. ครอบครัวขยายที่ดูผิวเผินเหมือนเป็นครอบครัวเดี่ยวหมายถึง สมาชิกในครอบครัวที่แม้จะไม่ได้อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่ก็มีปฎิสัมพันธ์กันทั้งในโลกสังคมออนไลน์และในชีวิตจริง

2. เป็นประหนึ่งตาข่ายนิรภัยและรักษาความเป็นส่วนตัวในขณะเดียวกัน หมายถึง สมาชิกในครอบครบครัวคอยช่วยเหลือและดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน รวมทั้งปรับปรุงเรื่องความขาดความเป็นส่วนตัว เช่น กรณีที่แต่ละคนที่แยกออกไปจะอาศัยอยู่แต่บ้านของตนเอง แต่บ้านที่ใหญ่ที่สุดจะมีกล้องวงจรปิดติดตามบ้านของครอบครัวที่มีบ้านแยกออกไป เพื่อดูว่าบ้านแต่ละหลังทำอะไรกันอยู่

3. สมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นผู้มีอิทธิพลได้ หมายถึง ความถนัดของแต่คน สามารถเป็นผู้นำครอบครัวได้ในด้านนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านไอที ด้านอาหารหรือการท่องเที่ยว

แม้ครอบครัวในอาเซียนจะกระจายกันอาศัยอยู่ในประเทศ แยกออกมาเป็นครอบครัวเดี่ยวจากครอบครัวขยาย แต่เทคโนโลยีเป็นตัวหลักสำคัญที่เชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ เช่น วันเกิดสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวก็จะมีการรวมตัวจากทุกครอบครัวที่แยกออกไปมาพบปะ สังสรรค์กัน จึงเรียกได้ว่าเป็น ครอบครัวแนวใหม่แห่งอาเซียน

ครอบครัว คือกำลังใจที่สำคัญที่สุดในชีวิต

ครอบครัวถือเป็นเป้าหมายหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 มุ่งเน้นจะสร้างให้ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวที่อบอุ่น มั่นคง ดังนั้นจึงควรหาแนวทางแก้ไขและรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็งด้วยการร่วมระดมความคิดร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาความเสื่อมของสถาบันครอบครัว เพื่อให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและหล่อหลอมให้สมาชิกในครอบครัวมีความแข็งแกร่งทั้งทางกาย จิตใจ และผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน จะส่งผลให้การพัฒนาประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างคนในครอบครัว

การส่งเสริมให้ครอบครัวมีความรักความเอาใจใส่ซึ่งกันและกันในทุกๆวันไม่จำกัดว่าแค่พ่อแม่ หรือลูกๆ เท่านั้น แค่หมายรวมถึงเครือญาติ ซึ่งทุกๆคนเปรียบเสมือนคนในครอบครัวเราทั้งสิ้น ควรส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันให้มากและสม่ำเสมอที่สุด กิจกรรมร่วมกันที่ทำได้ง่ายๆก็คือ การล้อมวงกินข้าว พูดคุยกันถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ เป็นการสร้างความสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นได้ หมั่นสร้างความรักความอบอุ่น มีการสื่อสารที่เข้าใจกัน ให้ความสำคัญเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญในครอบครัว

การมีครอบครัวที่อบอุ่นก็คือกำลังใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการใช้ชีวิตครอบครัว เพราะปัจจุบันครอบครัวใช้เวลาด้วยกันน้อยลง ในฐานะที่เราต้องเป็นคนที่ให้กำลังใจและต้องการกำลังใจจากคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน ดังนั้นหน้าที่ของครอบครัวก็คือการสร้างความสุข เด็กจะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ เราค้นพบว่าเด็กนั้นต้องการเติมน้ำมันใจจากพ่อแม่ ด้วยการพูดคุย ไถ่ถาม การสื่อสารจะแสดงถึงความห่วงใยเป็นกำลังใจให้แก่กัน ก็จะฝ่าฟันความทุกข์ในครอบครัวได้ วิธีให้กำลังใจตัวเองก็คือรอยยิ้มของตัวเราเอง การยิ้มเมื่อมุมปากยกขึ้นจะส่งผลถึงสมองให้หลั่งสารความสุขออกมา การยิ้มก็จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น สร้างบรรยากาศที่ดีให้แก่กันได้ ยิ้มหวานๆ ก็สามารถทำให้เกิดความสุขได้เช่นกัน

หลักการอยู่ร่วมกันในครอบครัว

1. มีความรัก ความห่วงใย เมตตากรุณาต่อกันด้วยความจริงใจ และคอยดูแลทุกข์สุขของคนในครอบครัว
2. มีน้ำใจต่อกัน รู้จักช่วยเหลือกัน มีการให้การรับตามความเหมาะสม
3. มีความเกรงใจกัน เคารพในสิทธิส่วนบุคคล รู้จักกาลเทศะ
4. รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกทุกคนในบ้าน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ไขด้วยความจริงใจ
5. มีความยุติธรรม ไม่ลำเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
6. มีสัมมาคารวะแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่มีอายุมากกว่า มีความรู้สูงกว่าควรเคารพอย่างเหมาะสมตามฐานะของบุคคลนั้นๆ
7. รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทั้งหน้าที่ภายในครอบครัวและหน้าที่การงาน ด้วยความขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน