เครือข่ายสังคมออนไลน์สร้างปัญหาทางความสัมพันธ์ของคนในสังคมและครอบครัว

เครือข่ายสังคมออนไลน์สร้างปัญหาทางความสัมพันธ์ของคนในสังคม ทำให้คนห่างไกลกันมากขึ้น เพราะวิธีการสื่อสารกับคนรู้จักและคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ตทำให้ความรู้สึกของคนเปลี่ยนไป ผลกระทบทางลบอีกอย่างหนึ่งของเครือข่ายสังคมออนไลน์คือความสัมพันธ์ของคนในสังคม แม้มันจะช่วยสร้างสัมพันธภาพให้เรากับคนที่ไม่สนิทให้รู้จักกันแน่นแฟ้นได้ง่ายขึ้น แต่คนเรามักจะมองไม่เห็นว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นก็ทำให้เราห่างไกลจากคนที่เราสนิทด้วยมากขึ้น ด้วยความเป็น “เครือข่ายสังคม” จึงทำให้สมาชิกส่วนใหญ่คิดว่าเพียงแค่เป็นสมาชิกในเครือข่ายก็เท่ากับเป็นการเข้าสังคมแล้ว

หน้าต่างแสดง “สถานะล่าสุด” (News Feed) ทั้งบนเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ทำให้เรารู้ว่าญาติสนิทมิตรสหายของเราว่าเป็นอย่างไรกันบ้างโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนเราจะถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันทำไมในเมื่อเราสามารถเช็คสถานะ พร้อมรูปถ่ายที่บอกเล่ารายละเอียดของชีวิตเพื่อนผองเอาไว้แล้วอย่างครบถ้วน เมื่อก่อนเราอาจจะต้องโทรศัพท์หาหรือนัดทานข้าวเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันกับเพื่อนๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่กิจกรรมที่จำเป็นอีกต่อไปแล้วในโลกปัจจุบันที่เรามีเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่คอยเชื่อมสัมพันธ์ของเรากับคนสนิทไว้ไม่ให้หลุดหายจากกัน(?) สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งทำให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กันแค่เพียงผิวเผิน เมื่อคนเราพบกันจึงมักปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆเพราะคิดว่าตัวเองได้พบปะกับคนเหล่านี้บนเครือข่ายออนไลน์มาก่อนแล้ว

มีผลสำรวจในกลุ่มนักศึกษาอเมริกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคนรอบข้างผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์พบว่า 1 ใน 7 เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวห่างไกลผู้คนมากขึ้นเมื่อใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนมากได้เห็นข้อความแสดงสถานะของคนใกล้ชิดที่เข้าข่ายซึมเศร้าหรือระบายปัญหาในใจออกมา แต่มีคนเพียงนิดเดียวที่จะโทรหาหรือไปเยี่ยมคนใกล้ชิดของตนเป็นการส่วนตัวเมื่อเห็นข้อความเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นผลข้างเคียงด้านลบของสื่อสังคมออนไลน์แม้จะไม่ได้เป็นปัญหาตามกฎหมายก็ตาม

Social Media หัวใจสำคัญของครอบครัวแนวใหม่ในอาเซียน

เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในสังคมของโลกยุคปัจจุบันนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์กได้เข้ามามีอิทธิพลเป็นอย่างมาก ในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน จึงทำให้สังคมทุกวันนี้เรียกว่า “สังคมก้มหน้า” ซึ่งหมายถึงผู้คนโดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ หรือถึงขั้นเรียกว่าหมกมุ่นก้มหน้าก้มตาและจดจ่ออยู่กับการเสพข่าวสาร การติดต่อ การพูดคุยกันผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น Line, WhatsApp, Twitter, Facebook, Instagram โดยใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือ

ซึ่งทำให้มีการพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่รอบตัวน้อยลง จนกลายเป็นต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าให้สิ่งเหล่านี้มามีอิทธิพลกับเรามากจนเกินไป โดยที่เราไม่รู้จักควบคุมการใช้ให้ดี ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ก็อาจเกิดขึ้นได้

แต่ด้วยความเจริญเติบโตในประเทศอาเซียนได้เปลี่ยนจากครอบครัวขยาย (ครอบครัวใหญ่) ลดลงเป็นครอบครัวเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น ตามหลักปรัชญาsei-katsu-sha(เซคัทซึชะ) ที่บอกว่า การศึกษาให้เข้าใจถึงความต้องการและค่านิยมของผู้ดำเนินชีวิตแต่ละคน เพื่อสร้างสรรค์แนวทางใหม่ที่ก่อให้เกิดความสุขกับบุคคลนั้น ๆ โดยการแบ่งแยกออกมาเป็นครอบครัวเดี่ยวนั้น แต่ละครอบครัวจะเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันผ่านเทคโนโลยี เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้กับครอบครัว เรียกว่า ครอบครัวเชื่อมต่อ

เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นสิ่งเชื่อมโยงสำคัญ โดยแต่ละครอบครัวจะมีสังคมออนไลน์ไว้ติดต่อสื่อสารกัน เป็นการลดความเป็นส่วนตัวและสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้แม้อยู่ห่างไกล สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

1. ครอบครัวขยายที่ดูผิวเผินเหมือนเป็นครอบครัวเดี่ยวหมายถึง สมาชิกในครอบครัวที่แม้จะไม่ได้อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่ก็มีปฎิสัมพันธ์กันทั้งในโลกสังคมออนไลน์และในชีวิตจริง

2. เป็นประหนึ่งตาข่ายนิรภัยและรักษาความเป็นส่วนตัวในขณะเดียวกัน หมายถึง สมาชิกในครอบครบครัวคอยช่วยเหลือและดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน รวมทั้งปรับปรุงเรื่องความขาดความเป็นส่วนตัว เช่น กรณีที่แต่ละคนที่แยกออกไปจะอาศัยอยู่แต่บ้านของตนเอง แต่บ้านที่ใหญ่ที่สุดจะมีกล้องวงจรปิดติดตามบ้านของครอบครัวที่มีบ้านแยกออกไป เพื่อดูว่าบ้านแต่ละหลังทำอะไรกันอยู่

3. สมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นผู้มีอิทธิพลได้ หมายถึง ความถนัดของแต่คน สามารถเป็นผู้นำครอบครัวได้ในด้านนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านไอที ด้านอาหารหรือการท่องเที่ยว

แม้ครอบครัวในอาเซียนจะกระจายกันอาศัยอยู่ในประเทศ แยกออกมาเป็นครอบครัวเดี่ยวจากครอบครัวขยาย แต่เทคโนโลยีเป็นตัวหลักสำคัญที่เชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ เช่น วันเกิดสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวก็จะมีการรวมตัวจากทุกครอบครัวที่แยกออกไปมาพบปะ สังสรรค์กัน จึงเรียกได้ว่าเป็น ครอบครัวแนวใหม่แห่งอาเซียน

ครอบครัว คือกำลังใจที่สำคัญที่สุดในชีวิต

ครอบครัวถือเป็นเป้าหมายหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 มุ่งเน้นจะสร้างให้ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวที่อบอุ่น มั่นคง ดังนั้นจึงควรหาแนวทางแก้ไขและรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็งด้วยการร่วมระดมความคิดร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาความเสื่อมของสถาบันครอบครัว เพื่อให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและหล่อหลอมให้สมาชิกในครอบครัวมีความแข็งแกร่งทั้งทางกาย จิตใจ และผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน จะส่งผลให้การพัฒนาประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างคนในครอบครัว

การส่งเสริมให้ครอบครัวมีความรักความเอาใจใส่ซึ่งกันและกันในทุกๆวันไม่จำกัดว่าแค่พ่อแม่ หรือลูกๆ เท่านั้น แค่หมายรวมถึงเครือญาติ ซึ่งทุกๆคนเปรียบเสมือนคนในครอบครัวเราทั้งสิ้น ควรส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันให้มากและสม่ำเสมอที่สุด กิจกรรมร่วมกันที่ทำได้ง่ายๆก็คือ การล้อมวงกินข้าว พูดคุยกันถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ เป็นการสร้างความสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นได้ หมั่นสร้างความรักความอบอุ่น มีการสื่อสารที่เข้าใจกัน ให้ความสำคัญเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญในครอบครัว

การมีครอบครัวที่อบอุ่นก็คือกำลังใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการใช้ชีวิตครอบครัว เพราะปัจจุบันครอบครัวใช้เวลาด้วยกันน้อยลง ในฐานะที่เราต้องเป็นคนที่ให้กำลังใจและต้องการกำลังใจจากคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน ดังนั้นหน้าที่ของครอบครัวก็คือการสร้างความสุข เด็กจะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ เราค้นพบว่าเด็กนั้นต้องการเติมน้ำมันใจจากพ่อแม่ ด้วยการพูดคุย ไถ่ถาม การสื่อสารจะแสดงถึงความห่วงใยเป็นกำลังใจให้แก่กัน ก็จะฝ่าฟันความทุกข์ในครอบครัวได้ วิธีให้กำลังใจตัวเองก็คือรอยยิ้มของตัวเราเอง การยิ้มเมื่อมุมปากยกขึ้นจะส่งผลถึงสมองให้หลั่งสารความสุขออกมา การยิ้มก็จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น สร้างบรรยากาศที่ดีให้แก่กันได้ ยิ้มหวานๆ ก็สามารถทำให้เกิดความสุขได้เช่นกัน

หลักการอยู่ร่วมกันในครอบครัว

1. มีความรัก ความห่วงใย เมตตากรุณาต่อกันด้วยความจริงใจ และคอยดูแลทุกข์สุขของคนในครอบครัว
2. มีน้ำใจต่อกัน รู้จักช่วยเหลือกัน มีการให้การรับตามความเหมาะสม
3. มีความเกรงใจกัน เคารพในสิทธิส่วนบุคคล รู้จักกาลเทศะ
4. รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกทุกคนในบ้าน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ไขด้วยความจริงใจ
5. มีความยุติธรรม ไม่ลำเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
6. มีสัมมาคารวะแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่มีอายุมากกว่า มีความรู้สูงกว่าควรเคารพอย่างเหมาะสมตามฐานะของบุคคลนั้นๆ
7. รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทั้งหน้าที่ภายในครอบครัวและหน้าที่การงาน ด้วยความขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน

การแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันต้องเริ่มที่ครอบครัว

9

หากหลายคนได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองในแต่ละวัน คงพอจะทราบดีว่าปัจจุบันปัญหาด้านเยาวชนนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จนเป็นสาเหตุนำไปสู่ปัญหาอื่นๆที่รุนแรงตามมามากมาย ซึ่งถือเป็นปัญหาสังคมระดับชาติและระดับโลกที่ทุกฝ่ายควรหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ยกตังอย่างเช่น การมั่วสุมยาเสพย์ติด จนนำไปสู่พฤติกรรมการลักเล็กขโมยน้อย จนกระทั่งการก่ออาชญากรรม เกิดการฆ่าโดยไม่เลือกหน้าเมื่อเมายาหรือไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ดังจะเห็นข่าวการฆ่าเพื่อน พี่ น้องหรือบุพการีอย่างโหดเหี้ยมเพื่อสนองความต้องการของตน ทั้งการตบตีและทะเลาะวิวาทแล้วถ่ายคลิบวีดีโอไว้ดูด้วยความสะใจ หรือรุนแรงกระทั่งการฆ่าล้างแค้นคู่อริต่างสถาบัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการท้องในวัยเรียนทั้งที่ยังไม่มีวุฒิภาวะและไม่สามารถรับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นำไปสู่การหาทางออกที่ผิด เช่น การทำแท้งเถื่อน ดังที่เห็นในข่าวว่ามีเด็กแรกเกิดถูกทิ้งหรือถูกฆ่า เป็นต้น

จากที่กล่าวข้างต้นเป็นการยกตัวอย่างเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ปัญหาดังกล่าวถือว่ารุนแรงมากเหมือนเชื้อโรคที่ค่อยๆแพร่กระจายไปทั่วแม้ว่าเราไม่ใช่ผู้ปล่อยเชื้อโรคก็ตาม แล้วจะส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สินและความปลอดภัยในการดำรงชีวิตของทุกคนในสังคม เพราะเราไม่มีโอกาสทราบเลยว่าขณะที่เรากำลังเดินทางอยู่จะมีใครเมายาอย่างบ้าคลั่งแล้วจับเราหรือคนในครอบครัวเป็นตัวประกันแล้วฆ่า หรือลูกหลานเรากำลังโดดเรียนมามั่วสุมอบายมุขอยู่ หรือพวกเค้ากำลังกลายเป็นอาชยกรฆ่าคนไปแล้ว ปัญหาสังคมที่ใหญ่เพียงนี้ แม้จะมีมาตรการและนโยบายจากรัฐเพื่อป้องกันและแก้ไขออกมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ถ้าขาดการปฏิบัติอย่างร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในสังคม คงไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤติไปได้ เปรียบเหมือนรั้วบ้านที่ผุพังและมีช่องโหว่ให้โจรแอบเข้าไปเมื่อใดก็ได้ ถือเป็นรั้วที่ไม่มั่นคงแข็งแรงและพร้อมจะพังครืนลงมาทุกเวลา จึงอยากเสนอแนวทางป้องกันที่ยั่งยืนและทุกคนสามารถทำได้ โดยเริ่มจากจุดเล็กๆที่เรียกว่า “ครอบครัว” เป็นอันดับแรก

เวลาที่ดีสำหรับทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว

การใช้เวลาร่วมกันภายในครอบครัว

เป็นพื้นฐานสำคัญต่อพัฒนาการและความอยู่ดีมีสุขของลูก พ่อแม่สามารถช่วยลูกให้เรียนรู้ถึงชีวิตในสังคมเพื่อให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ เพราะการที่พ่อแม่อยู่พร้อมหน้าในครอบครัว เด็กจะเรียนรู้ความสัมพันธ์ การแบ่งปันและเรียนรู้ที่จะรักผู้อื่น และหากความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับครอบครัวมีความแน่นแฟ้น ลูกจะรักพ่อแม่ มีภูมิคุ้มกัน และไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข โดยเวลาที่มีคุณภาพของครอบครัว คือ เวลาที่สมาชิกในครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน และมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเอาใจใส่

สมัยโบราณ ครอบครัวไทยนั่งรับประทานอาหารกับพื้น ใช้ผ้าสะอาดหรือเสื่อปูลาดบนพื้นบ้าน ผู้ที่จะรับประทานนั่งล้อมวงกัน ตักข้าวจากโถใส่จานอาหาร จัดมาเป็นสำรับ วางสำรับไว้ตรงกลางวง มีช้อนกลางสำหรับตักกับข้าว ใส่จานของตน และเปิบอาหารด้วยมือ บางบ้านจะมีขันหรือจอกตักน้ำ และกระโถนเตรียมไว้ เพื่อรองน้ำล้างมือด้วย หลังจากนั้นวัฒนธรรมตะวันตกได้แพร่เข้ามา ทำให้วิธีรับประทานอาหารของคนไทยเปลี่ยนไป โดยดัดแปลงให้เหมาะสมกับอาหารไทย เช่น ใช้ช้อนส้อมแทนมีดและส้อมแบบตะวันตก เป็นต้น การนั่งรับประทานอาหารกับพื้นก็เลิกไป เปลี่ยนมาเป็นนั่งรับประทานอาหารกับโต๊ะแทน แต่ยังคงวางอาหารทุกอย่างไว้กลางโต๊ะ มีช้อนกลางสำหรับตักอาหาร และมีถ้วยเล็กๆ สำหรับผู้ร่วมวงแต่ละคน เพื่อใส่กับข้าวที่แบ่งจากกลางวง เมื่อรับประทานอาหารคาวเสร็จแล้ว ก็จะถอนของคาวออกหมด และแจกของหวานสำหรับทุกคนต่อไป

ความสำคัญของมื้ออาหารและการรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นประจำ สามารถช่วยแก้ปัญหาในหลายๆ เรื่องของครอบครัวมานักต่อนัก เพราะมื้ออาหารทำให้บรรดาสมาชิกในบ้านได้มีเวลาให้กัน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ รวมถึงพูดถึงปัญหาของแต่ละคนอีกด้วย ความจริงเมื่อเรามาเป็นพ่อแม่ของลูกในยุคนี้ เราก็ควรเอาสิ่งต่างๆ ที่เราเคยเป็นลูกของพ่อแม่ แล้วเราเห็นว่าดีก็นำมาปรับใช้ กับเด็กยุคใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีบ้างก็ดีไม่น้อย เพราะพ่อแม่ยุคนี้ต้องอดทนและหนักแน่นในการเป็นพ่อแม่คุณภาพ ถ้าเราอยากให้ลูกมีคุณภาพ ก็ควรเป็นพ่อแม่คุณภาพให้ได้ก่อน

การใช้เวลาในการทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว

สามารถทำได้ตั้งแต่กิจกรรมเล็กๆน้อยๆภายในบ้าน เช่น การรับประทานอาหารร่วมกัน การช่วยกันทำงานบ้าน ทำอาหาร ทำงานอดิเรก ดูโทรทัศน์ การไหว้พระสวดมนตร์ด้วยกัน หรือ อื่นๆที่อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว รวมทั้งการใช้เวลานอกบ้านร่วมกันในวันหยุด เช่น การไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในรูปแบบต่างๆ ตามความสามารถของแต่ละครอบครัว หรือการไปเยี่ยมญาติพี่น้องด้วยกัน ก็เป็นอีกกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ เพราะความสุขในครอบครัวเกิดขึ้นได้จากการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว